Categories
travel new

เทรนด์ท่องเที่ยวในเมืองจีน ถ่ายรูปกับไอศกรีมบอกสัญลักษณ์

ไอศกรีมสัญลักษณ์การท่องเที่ยว กลายเป็นเทรนด์ใหม่ของการท่องเที่ยวในเมืองจีน นับเป็นสีสันที่น่ารัก และกระตุ้นการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี
โดยเมื่อช่วงสัปดาห์วันหยุดแรงงานต้นเดือนที่ผ่านมา จุดเริ่มต้นจากพิพิธภัณฑ์ซานซิงตุย ได้เปิดตัวไอศกรีม “หน้ากากสัมฤทธิ์” ที่มีต้นแบบจากหน้ากากสัมฤทธิ์ 2 ชิ้นซึ่งขุดพบในหลุมบูชายัญ ซานซิงตุย และได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในโลกอินเทอร์เน็ต หลังจากนั้น สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งในประเทศจีน ก็ทยอยเปิดตัวไอศกรีมที่มีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมของตนเอง และใส่ความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นไอศกรีมประจำสถานที่ท่องเที่ยวจนเกิดกระแสท่องเที่ยวถ่ายรูปกับไอศกรีม เช็กอินในสถานที่ต่างๆ

สำนักข่าวซินหัว รายงานเทรนด์ท่องเที่ยวสุดฮิตครั้งนี้ว่า ในเมืองเย่ว์หยาง มณฑลหูหนาน ไอศกรีมรูปหอเย่ว์หยาง และโลมาหัวบาตรหลังเรียบได้รับความนิยมสูงสุด ส่วนมณฑลเสฉวน มีไอศกรีมรูปแพนด้าที่มัดใจนักท่องเที่ยวได้อยู่หมัด มณฑลหูเป่ยมีไอศกรีมหอนกกระเรียนเหลือง มูสกระบี่โกวเจี้ยน (เจ้าผู้ครองแคว้นเย่ว์) และระฆังช็อกโกแลต ส่วนมณฑลเจียงซีมีไอศกรีมทรงหอเถิงหวังเก๋อ ที่ยังคงเก็บรายละเอียดองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมไว้ได้อย่างดี เช่น ชั้นลอยที่ซ่อนอยู่ระหว่างชั้นต่างๆ แถมยังมีชื่อสถานที่ประดับอยู่ด้านล่างด้วยปิดท้ายด้วยหมู่ถ้ำหินโม่เกาของมณฑลกานซู่ ซึ่งนำเสนอไอศกรีมรูปหอ 9 ชั้น รสสตรอว์เบอร์รี ที่หลังรับประทานเสร็จแล้วยังสามารถนำไม้ไอศกรีมไปใช้เป็นที่คั่นหนังสือได้อีกด้วย

“เป็นเรื่องน่าทึ่งมาก เพียงแค่กินไอศกรีมนี่คำเดียวเท่านั้น ก็เหมือนได้ลิ้มรสวัฒนธรรมหลายพันปี” ผู้ใช้บัญชีเวยโป๋รายหนึ่งกล่าว

หลายปีมานี้ “ความคลั่งไคล้วัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์” ที่เพิ่มขึ้น ได้ช่วยคืนชีพให้โบราณวัตถุและสถานที่ทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ด้านวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์บางรายการได้ความนิยมจน “ฉุดไม่อยู่” บ่อยครั้ง ทั้งยังช่วยสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์สินค้าที่แปลกใหม่และน่ารัก แถมช่วยให้สาธารณชนได้สัมผัสกับวัตถุทางวัฒนธรรมในรูปแบบที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์หลายแห่งในจีนได้ผสานศาสตร์สาขาต่างๆ ซึ่งช่วยเพิ่มชีวิตชีวาให้วัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ แสดงให้เห็นถึงพลังที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมนี้” โจว อวิ้นชิง ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาของมหาวิทยาลัยอู่ฮั่นกล่าว